ข่าวด่วน ทันเหตุการณ์ เศรษฐกิจ การลงทุน หุ้น อสังหาริมทรัพย์ ไอที-เทคโนฯ รถยนต์ ท่องเที่ยว ต่างประเทศ รวดเร็วสดใหม่ทุกวัน

ส.อ.ท.เผยจำนวนการผลิต กรกฎาคม 2569 รถยนต์ 117,383 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.12

หมวดหมู่: ยานยนต์
วันที่สร้าง วันอังคาร, 25 สิงหาคม 2569 17:29
ฮิต: 153

กค 69 ผลิตรถยนต์ 117383 คัน🚘🚖 เดือนกรกฎาคม 2569 ผลิตรถยนต์ 117,383 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.12
ผลิตรถยนต์นั่งไฟฟ้า 13,422 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 271.80
ผลิตรถกระบะไฟฟ้า 346 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 686.36
ขาย 59,196 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 20.07
ขายรถยนต์นั่งไฟฟ้า (BEV) 21,492 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 126.11
ขายรถกระบะไฟฟ้า 467 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 764.81
ส่งออก 74,169 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.39
ส่งออกรถยนต์นั่งไฟฟ้า 1,799 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1,399.17
ส่งออกรถกระบะไฟฟ้า 299 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 536.17
     นายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ พร้อมด้วยนายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท. เปิดเผยจำนวนการผลิต ยอดขายภายในประเทศ และการส่งออกรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของประเทศ ในเดือนกรกฎาคม 2569 ดังต่อไปนี้

 

การผลิต
     จำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ในเดือนกรกฎาคม 2569 มีทั้งสิ้น 117,383 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 6.12
โดยเพิ่มขึ้นเพราะผลิตรถยนต์นั่งไฟฟ้า 13,422 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 271 ผลิต PHEV 1,661 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 295.48 ผลิต HEV 24,173 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 95.35 จากการขายรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศที่เพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นเพราะสงครามตะวันออกกลาง และส่งออกไปประเทศคู่ค้า ในขณะที่ยอดผลิตรถยนต์นั่งสันดาปภายในผลิตได้แค่ 8,251 คัน ลดลงถึงร้อยละ 62.49
     ผลิตรถกระบะยังคงลดลงตามยอดขายในประเทศที่ยังคงลดลง แต่ผลิตรถกระบะไฟฟ้าได้ 346 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 686.36 เพื่อขายในประเทศและส่งออก รถบรรทุกผลิต 1,550 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 108.05 จากการกลับมาผลิตได้ตามปกติเพราะย้ายโรงงานผลิตเสร็จแล้ว
จำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ในเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 834,595 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 0.09
รถยนต์นั่ง เดือนกรกฎาคม 2569 ผลิตได้ 47,507 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 23.72 โดยแบ่งเป็น
• รถยนต์นั่ง Internal Combustion Engine (ICE) มีจำนวน 8,251 คัน ลดลงจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 62.49
• รถยนต์นั่ง Battery Electric Vehicle (BEV) มีจำนวน 13,422 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 271.80
• รถยนต์นั่ง Plug-in Hybrid Electric Vehicle (PHEV) มีจำนวน 1,661 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 295.48
• รถยนต์นั่ง Hybrid Electric Vehicle (HEV) มีจำนวน 24,173 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 95.35

     สำหรับ ยอดผลิต รถยนต์นั่งตั้งแต่เดือนมกราคม–กรกฎาคม 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 299,878 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 1.05 โดยคิดเป็นร้อยละ 35.93 ของยอดการผลิตรถยนต์ทั้งหมด โดยแบ่งเป็น
• รถยนต์นั่ง Internal Combustion Engine (ICE) มีจำนวน 92,184 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 34.49
• รถยนต์นั่ง Battery Electric Vehicle (BEV) มีจำนวน 47,452 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 73.13
• รถยนต์นั่ง Plug-in Hybrid Electric Vehicle (PHEV) มีจำนวน 13,980 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 34.98
• รถยนต์นั่ง Hybrid Electric Vehicle (HEV) มีจำนวน 146,262 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 17.41

รถยนต์โดยสารขนาดต่ำกว่า 10 ตัน และมากกว่า 10 ตัน ขึ้นไป ในเดือนกรกฎาคม 2569 ไม่มีการผลิต และเมื่อรวมตั้งแต่เดือนมกราคม–กรกฎาคม 2569 ไม่มีการผลิตเช่นเดียวกัน
      รถยนต์บรรทุก เดือนกรกฎาคม 2569 ผลิตได้ทั้งหมด 69,876 คัน ลดลงจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 3.24 และตั้งแต่เดือนมกราคม–กรกฎาคม 2569 ผลิตได้ทั้งสิ้น 534,717 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 0.46
      สำหรับ รถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนกรกฎาคม 2569 ผลิตได้ทั้งหมด 68,326 คัน ลดลงจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 4.40 และตั้งแต่เดือนมกราคม–กรกฎาคม 2569 ผลิตได้ทั้งสิ้น 524,483 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 0.51 คิดเป็นร้อยละ 62.84 ของยอดการผลิตรถยนต์ทั้งหมด โดยแบ่งเป็น
• รถกระบะบรรทุก มีจำนวนสะสม 87,107 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 2.56
• รถกระบะดับเบิลแค็บ มีจำนวนสะสม 327,624 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 3.10
• รถกระบะดับเบิลแค็บ BEV มีจำนวนสะสม 2,447 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 1,726.12
• รถกระบะ PPV มีจำนวนสะสม 107,305 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 3.19
      สำหรับ รถบรรทุกขนาดต่ำกว่า 5 ตัน ถึงมากกว่า 10 ตัน เดือนกรกฎาคม 2569 ผลิตได้ 1,550 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 108.05 และรวมตั้งแต่เดือนมกราคม–กรกฎาคม 2569 ผลิตได้ 10,234 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 100.12

 

ผลิตเพื่อส่งออก
     เดือนกรกฎาคม 2569 ผลิตรถยนต์เพื่อการส่งออกได้ทั้งสิ้น 72,679 คัน คิดเป็นร้อยละ 61.95 ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 1.92 และตั้งแต่เดือนมกราคม–กรกฎาคม 2569 ผลิตเพื่อการส่งออกได้ทั้งสิ้น 521,840 คัน คิดเป็นร้อยละ 62.53 ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2568 ร้อยละ 4.97
     สำหรับ รถยนต์นั่ง เดือนกรกฎาคม 2569 ผลิตเพื่อการส่งออกจำนวน 16,200 คัน ลดลงจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 9.11 และตั้งแต่เดือนมกราคม–กรกฎาคม 2569 ผลิตเพื่อการส่งออกได้ทั้งสิ้น 110,085 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 4.60
สำหรับ รถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนกรกฎาคม 2569 มียอดการผลิตเพื่อการส่งออก 56,479 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 0.36 และตั้งแต่เดือนมกราคม–กรกฎาคม 2569 ผลิตเพื่อการส่งออกได้ทั้งสิ้น 411,755 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 5.06 โดยแบ่งเป็น
• รถกระบะบรรทุก มีจำนวน 42,875 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568
ร้อยละ 10.63
• รถกระบะดับเบิลแค็บ มีจำนวน 287,270 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568
ร้อยละ 6.12
• รถกระบะ PPV มีจำนวน 81,610 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 2.32

 

ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ
เดือนกรกฎาคม 2569 ผลิตรถยนต์เพื่อจำหน่ายในประเทศได้ทั้งสิ้น 44,704 คัน คิดเป็นร้อยละ 38.05 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 22.42 และตั้งแต่เดือนมกราคม–กรกฎาคม 2569 ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศได้ทั้งสิ้น 312,755 เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 9.27
สำหรับ รถยนต์นั่ง เดือนกรกฎาคม 2569 ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศจำนวน 31,307 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 52.15 และตั้งแต่เดือนมกราคม–กรกฎาคม 2569 ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศได้ทั้งสิ้น 189,793 คัน คิดเป็นร้อยละ 63.29 ของยอดผลิตรถยนต์นั่ง เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 1.13
สำหรับ รถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนกรกฎาคม 2569 มียอดการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 11,847 คัน ลดลงจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 22.03 และตั้งแต่เดือนมกราคม–กรกฎาคม 2569 ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศได้ทั้งสิ้น 112,728 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 20.65 โดยแบ่งเป็น
• รถกระบะบรรทุก มีจำนวน 44,232 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 19.69
• รถกระบะดับเบิลแค็บ มีจำนวน 42,801 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 32.70
• รถกระบะ PPV มีจำนวน 25,695 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 6.05

 

รถจักรยานยนต์
       เดือนกรกฎาคม 2569 ผลิตรถจักรยานยนต์ได้ทั้งสิ้น 202,781 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 0.48 แยกเป็นรถจักรยานยนต์สำเร็จรูป (CBU) 170,084 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ร้อยละ 2.93 และชิ้นส่วนประกอบรถจักรยานยนต์ (CKD) 32,697 คัน ลดลงจากปี 2568 ร้อยละ 10.61
      ยอดการผลิตรถจักรยานยนต์เดือนมกราคม-กรกฎาคม 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 1,464,130 คัน ลดลงจากปี 2568 ร้อยละ 0.52 โดยแยกเป็นรถจักรยานยนต์สำเร็จรูป (CBU) 1,190,278 คัน ลดลงจากปี 2568 ร้อยละ 1.40 และชิ้นส่วนประกอบรถจักรยานยนต์ (CKD) 273,852 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ร้อยละ 3.52

 

ยอดขาย
      ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือนกรกฎาคม 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 59,196 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2569 ร้อยละ 0.80 และเพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 20.07
      ยอดขายเพิ่มขึ้นเพราะรถยนต์ไฟฟ้า(BEV) ขายได้ 20,989 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 122.08 มีสัดส่วนเป็นร้อยละ 35.46 ของยอดขายทั้งหมด ในขณะที่รถยนต์นั่งสันดาปภายในขายได้แค่ 7,654 คัน ลดลงร้อยละ 34.58 มีสัดส่วนร้อยละ 12.76 ของยอดขายทั้งหมด เนื่องจากราคาน้ำมันสูงขึ้นมาก รถกระบะบรรทุกยังคงขายลดลงร้อยละ 16.22 จากการเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินที่มีรายงานว่าสินเชื่อรถยนต์หดตัวร้อยละ 7.8
      ที่น่ากังวลมากๆ จากยอดขายรถยนต์เจ็ดเดือนแรกของปีที่มีจำนวน 406,162 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.39 นั้น เป็นการขายรถยนต์นั่งไฟฟ้าถึง 125,411 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 97.39 แต่ยอดผลิตรถยนต์นั่งไฟฟ้าในประเทศมีเพียง 46,924 คัน เท่ากับร้อยละ 37.42 ของขาย เป็นการขายของรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าถึงร้อยละ 62.58 จึงมีการเรียกร้องให้มีการพิจารณาในเรื่องภาษีที่อาจจะไม่เป็นธรรมกับรถยนต์สันดาปภายในและรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศไทยซึ่งมีการจ้างแรงงานคนไทย และใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศซึ่งทำให้เศรษฐกิจในประเทศเติบโตกลับต้องเสียเปรียบรถยนต์ไฟฟ้านำเข้า จึงเรียกร้องให้รัฐบาลปรับโครงสร้างภาษีให้เป็นธรรมกับรถยนต์ที่ผลิตในประเทศ
       ที่น่ากังวลใจมากอีกเรื่องหนึ่งคือยอดขายรถกระบะที่ยังคงขายลดลงเหลือเพียงหนึ่งหมื่นกว่าคันจากที่เคยขายเดือนสามหมื่นกว่าคัน ลดลงถึงกว่า 60% เพราะความเข้มงวดของสถาบันการเงินจากเศรษฐกิจในประเทศที่เติบโตในอัตราต่ำมาตลอดหลายไตรมาส ไตรมาสสองของปีนี้เติบโต 1.9% ลดลงจากไตรมาสหนึ่งที่เติบโต 2.8
       ยอดขายรถกระบะซึ่งใช้ชิ้นส่วนผลิตในประเทศถึง 90 % ลดลงส่งผลกระทบถึงผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์กระบะและอุตสาหกรรมอื่นๆ ในซัพพลายเชนของรถกระบะลดลงด้วย ส่งผลถึงดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมของประเทศลดลงหรือขยายตัวในอัตราต่ำในบางเดือน ใช้กำลังการผลิตไม่ถึง 60 % ของกำลังการผลิตทั้งหมด รถกระบะเป็นโปรดักแชมเปี้ยนของประเทศไทยที่ย้ายจากฐานผลิตในประเทศญี่ปุ่นมาผลิตในประเทศไทยเมื่อหลายสิบปีก่อนเพื่อส่งออกไปกว่า120 ประเทศ และเพื่อขาย ในประเทศ เมื่อยอดผลิตลดลงถึงสองในสาม ผู้ผลิตชิ้นส่วนและซัพพลายเชนจำนวนมากได้รับความเดือนร้อนจนผู้ผลิตชิ้นส่วนบางรายต้องเลิกกิจการไปหรือย้ายการลงทุนไปประเทศอื่นจน
      กกร.เคยเสนอเมื่อสองปีก่อนให้รัฐบาลตั้งกองทุนเข้าค้ำประกันกับสถาบันการเงินในผลขาดทุนรถยึดตามจริงแต่ไม่เกินคันละห้าหมื่นบาทโดยมีเงื่อนไขให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อรถกระบะมากขึ้นจากเดือนที่ผ่านมา เพื่อเพิ่มยอดขายและยอดผลิตรถกระบะให้มากขึ้นเพื่อให้แรงงานในซัพพลายเชนทั้งหลายมีงานทำมากขึ้น มีรายได้มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้กำลังซื้อในประเทศแข็งแรงขึ้น สามารถใช้จ่ายซื้อสินค้าต่างๆ มากขึ้น
      รวมทั้งชำระหนี้ครัวเรือนได้มากขึ้น เกิดการลงทุนการจ้างงานเพิ่มขึ้น รัฐบาลเก็บภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเงินได้เพิ่มขึ้น นำไปพัฒนาประเทศไปลงทุนให้ประชาชนมีมาตรฐานชีวิตดีขึ้น เมื่อเศรษฐกิจดีขึ้นเติบโตในอัตราสูงขึ้นย่อมดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและคนไทยเข้ามาลงทุน วนเวียนเป็นวัฏจักรเศรษฐกิจเติบโตในอัตราสูงยิ่งๆขึ้น เมื่อผู้ผลิตผู้ลงทุนผลิตได้มากขึ้น ขายได้มากขึ้น มีกำไร มีสภาพคล่องดี ไม่ขาดทุน เป็นการดึงดูดผู้ผลิตเดิมให้คงอยู่และลงทุนในประเทศไทยต่อไปด้วย ไม่ต้องกังวลว่าประเทศไหนจะมาชวนให้ย้ายฐานการผลิตไป ทำเศรษฐกิจให้เติบโตในอัตราเท่าเทียมหรือสูงกว่าประเทศอื่นคือพลังการดึงดูดที่มีอำนาจมากที่สุดต่อการลงทุนจากต่างประเทศและคนไทย

 

รถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์ มีจำนวน 42,807 คัน เท่ากับร้อยละ 72.31 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 32.99 โดยแบ่งเป็น
• รถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์สันดาปภายใน (ICE) จำนวน 7,554 คัน เท่ากับร้อยละ 12.76 ของยอดขายทั้งหมด ลดลงจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 34.58
• รถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้า (BEV) จำนวน 20,989 คัน เท่ากับร้อยละ 35.46 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 122.08
• รถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้าผสมแบบเสียบปลั๊ก (PHEV) จำนวน 1,225 คัน เท่ากับร้อยละ 2.07 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 83.66
• รถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์ REEV จำนวน 136 คัน เท่ากับร้อยละ 0.23 ของยอดขายทั้งหมด ลดลงจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 27.27
• รถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้าผสม (HEV) จำนวน 12,903 คัน เท่ากับร้อยละ 21.80 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 24.82

 

สำหรับยอดขายรถกระบะ แบ่งเป็น
• รถกระบะ (Pickup 1 Ton) จำนวน 5,084 คัน เท่ากับร้อยละ 8.59 ของยอดขายทั้งหมด ลดลงจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 16.22
• รถกระบะ BEV (Pickup 1 Ton) จำนวน 8 คัน เท่ากับร้อยละ 0.01 ของยอดขายทั้งหมด โดยในเดือนกรกฎาคม 2568 ไม่มีการจำหน่าย
• รถกระบะดับเบิลแค็บ จำนวน 5,602 คัน เท่ากับร้อยละ 9.46 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 14.33
• รถกระบะดับเบิลแค็บ BEV จำนวน 467 คัน เท่ากับร้อยละ 0.79 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 764.81
• รถกระบะดับเบิลแค็บ REEV จำนวน 1 คัน โดยในเดือนกรกฎาคม 2568 ไม่มีการจำหน่าย
• รถกระบะดับเบิลแค็บ HEV จำนวน 4 คัน โดยในเดือนกรกฎาคม 2568 ไม่มีการจำหน่าย

 

ส่วนรถ PPV มีจำนวน 3,003 คัน ลดลงจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 21.39
      ส่วนรถบรรทุกขนาด 5–10 ตัน มีจำนวน 1,363 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 2.48 รถบรรทุกขนาด 5–10 ตันไฟฟ้า (BEV) มีจำนวน 28 คัน โดยในเดือนกรกฎาคม 2568 ไม่มีการจำหน่าย
      ส่วนรถจักรยานยนต์ มียอดขาย 151,801 คัน ลดลงจากเดือนมิถุนายน 2569 ร้อยละ 14.73 และเพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 5.08

       ตั้งแต่เดือนมกราคม–กรกฎาคม 2569 รถยนต์มียอดขายรวม 406,162 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2568 ร้อยละ 15.39 แบ่งเป็น
• รถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์สันดาปภายใน (ICE) จำนวน 62,055 คัน เท่ากับร้อยละ 15.28 ของยอดขายทั้งหมด ลดลงจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 26.18
• รถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้า (BEV) จำนวน 125,411 คัน เท่ากับร้อยละ 30.88 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 97.39
• รถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้าผสมแบบเสียบปลั๊ก (PHEV) จำนวน 7,248 คัน เท่ากับร้อยละ 1.78 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 27.81
• รถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์ REEV จำนวน 975 คัน เท่ากับร้อยละ 0.24 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 421.39
• รถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้าผสม (HEV) จำนวน 87,543 คัน เท่ากับร้อยละ 21.55 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 20.88

 

สำหรับยอดขายรถกระบะ แบ่งเป็น
• รถกระบะ (Pickup 1 Ton) จำนวน 37,369 คัน เท่ากับร้อยละ 9.20 ของยอดขายทั้งหมด ลดลงจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 17.38
• รถกระบะ BEV (Pickup 1 Ton) จำนวน 22 คัน เท่ากับร้อยละ 0.01 ของยอดขายทั้งหมด โดยช่วงเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ไม่มีการจำหน่าย
• รถกระบะดับเบิลแค็บ จำนวน 43,454 คัน เท่ากับร้อยละ 10.70 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 10.38
• รถกระบะดับเบิลแค็บ BEV จำนวน 1,351 คัน เท่ากับร้อยละ 0.33 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 219.39
• รถกระบะดับเบิลแค็บ REEV จำนวน 18 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 200.00
• รถกระบะดับเบิลแค็บ HEV จำนวน 219 คัน โดยช่วงเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ไม่มีการจำหน่าย

ส่วนรถ PPV มีจำนวน 23,864 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 2.73
     ส่วนรถบรรทุกขนาด 5–10 ตัน มีจำนวน 10,478 คัน เพิ่มขึ้นจากจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 22.75รถบรรทุกขนาด 5–10 ตันไฟฟ้า (BEV) มีจำนวน 100 คัน โดยจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ไม่มีการจำหน่าย
ส่วนรถจักรยานยนต์ มียอดขายสะสมตั้งแต่เดือนมกราคม–กรกฎาคม 2569 จำนวน 1,105,154 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2568 ร้อยละ 5.19

 

การส่งออก
รถยนต์สำเร็จรูป
เดือนกรกฎาคม 2569 ส่งออกได้ 74,169 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 2.39 โดยเพิ่มขึ้นเพราะตลาดออสเตรเลียและโอเชียเนียที่ใหญ่เป็นอันดับหนึ่งโดยมีส่วนแบ่งตลาดถึง 30.25% เติบโตถึง 29.16% จากเดือนเดียวกันของปีก่อน รองลงมาคือตลาดเอเชียที่มีส่วนแบ่งตลาด 28.92% เพิ่มขึ้น 14.79% ตลาดอเมริกากลางและอเมริกาใต้ที่มีส่วนแบ่งตลาด 9.74 เพิ่มขึ้น 3.55% ตะวันออกกลางส่วนแบ่งตลาดลดลงจาก 20.40 % ปีทีแล้ว เหลือ 14.56% เพราะส่งออกลดลง 33.56% ตลาดตะวันออกกลางยังคงมีความต้องการตามปกติ แต่มีปัญหาเรื่องความปลอดภัยของเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จึงต้องหาเส้นทางขนส่งอื่นที่ปลอดภัยกว่า ทำให้ส่งออกลดลงมาห้าเดือนแล้ว

 

มีรายละเอียดดังนี้
• รถกระบะ จำนวน 43,275 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 58.35 ของการส่งออกทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 2.02
• รถกระบะ BEV จำนวน 299 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 0.40 ของการส่งออกทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 536.17
• รถยนต์นั่ง ICE จำนวน 6,323 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 8.53 ของการส่งออกทั้งหมด ลดลงจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 60.84
• รถยนต์นั่ง BEV จำนวน 1,799 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 2.43 ของการส่งออกทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 1,399.17
• รถยนต์นั่ง PHEV จำนวน 253 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 0.34 ของการส่งออกทั้งหมด โดยในเดือนกรกฎาคม 2568 ไม่มีการส่งออก
• รถยนต์นั่ง HEV จำนวน 10,195 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 13.75 ของการส่งออกทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 163.16
• รถ PPV จำนวน 12,025 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 16.21 ของการส่งออกทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 22.27

มูลค่าการส่งออกรถยนต์ในเดือนกรกฎาคม 2569 มีมูลค่า 52,238.96 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 11.49 และมูลค่าการส่งออกเครื่องยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ และอะไหล่รถยนต์ มีรายละเอียดดังนี้
• เครื่องยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 3,610.54 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 10.37
• ชิ้นส่วนรถยนต์มีมูลค่าการส่งออก 18,439.25 ล้านบาท ลดลงจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 5.31
• อะไหล่รถยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 2,615.24 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 0.28
รวมมูลค่าการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ และอะไหล่รถยนต์ ในเดือนกรกฎาคม 2569 มีมูลค่าทั้งสิ้น 76,903.99 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 6.51

 

รถจักรยานยนต์
     เดือนกรกฎาคม 2569 มีจำนวนรถจักรยานยนต์ส่งออก 68,263 คัน ลดลงจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 4.19 โดยมีมูลค่าการส่งออก 5,151.15 ล้านบาท ลดลงจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 1.81
• ชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 188.20 ล้านบาท ลดลงจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 16.58
• อะไหล่รถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 284.69 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 52.75
     รวมมูลค่าการส่งออกรถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วนและอะไหล่รถจักรยานยนต์ ในเดือนกรกฎาคม 2569 มีมูลค่าทั้งสิ้น 5,624.04 ล้านบาท ลดลงจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 0.60
      ดังนั้น ในเดือนกรกฎาคม 2569 รวมมูลค่าการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ อะไหล่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่รถจักรยานยนต์ มีมูลค่าทั้งสิ้น 82,528.03 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 5.99

 

รถยนต์สำเร็จรูป
เดือนมกราคม–กรกฎาคม 2569 ส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป 495,313 คัน ลดลงจากช่วงระยะเวลาเดียวกันร้อยละ 6.86 แบ่งเป็น
• รถกระบะ 307,380 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 62.06 ของการส่งออกทั้งหมด ลดลงจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 8.90
• รถกระบะ BEV 517 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 0.10 ของการส่งออกทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 338.14
• รถยนต์นั่ง ICE 43,599 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 8.80 ของการส่งออกทั้งหมด ลดลงจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 49.76
• รถยนต์นั่ง BEV 10,657 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 2.15 ของการส่งออกทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 1,259.31
• รถยนต์นั่ง PHEV 1,397 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 0.28 ของการส่งออกทั้งหมด โดยในเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ไม่มีการส่งออก
• รถยนต์นั่ง HEV 54,048 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 10.91 ของการส่งออกทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 76.63
• รถ PPV 77,715 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 15.69 ของการส่งออกทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 2.11

มูลค่าการส่งออกรถยนต์ เดือนมกราคม–กรกฎาคม 2569 รวมทั้งสิ้น 341,426.66 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 5.48 โดยมีรายละเอียด ดังนี้
• เครื่องยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 22,138.25 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 1.69
• ชิ้นส่วนรถยนต์มีมูลค่าการส่งออก 107,202.41 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 6.45
• อะไหล่รถยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 14,243.69 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 9.89

       รวมมูลค่าการส่งออกรถยนต์ เดือนมกราคม–กรกฎาคม 2569 เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ และอะไหล่ มีมูลค่า 485,011.00 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 5.53

 

รถจักรยานยนต์
      เดือนมกราคม–กรกฎาคม 2569 รถจักรยานยนต์มีจำนวนส่งออก 531,707 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 4.78 มีมูลค่า 38,153.73 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 3.19
• ชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 1,897.43 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 45.38
• อะไหล่รถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 1,797.40 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 21.38

       รวมมูลค่าการส่งออกรถจักรยานยนต์ เดือนมกราคม–กรกฎาคม 2569 ชิ้นส่วนและอะไหล่รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 41,848.56 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 5.25

      เดือนมกราคม–กรกฎาคม 2569 รวมมูลค่าการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนอื่นๆ อะไหล่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 526,859.56 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 4.75

 

ข้อมูลจดทะเบียนที่ใช้เชื้อเพลิงต่างๆ เดือนกรกฎาคม 2569 (เฉพาะ รย.1)
เดือนกรกฎาคม 2569 มียานยนต์ใช้เชื้อเพลิงประเภทต่างๆ จำนวน 50,964 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 12.06 โดยแบ่งเป็น
• ประเภทไฟฟ้า (BEV) มีจำนวน 21,024 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 111.85
• ประเภทน้ำมันเบนซิน มีจำนวน 8,023 คัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 32
• ประเภทน้ำมันดีเซล มีจำนวน 8,093 คัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 25.13
• ประเภทน้ำมันผสมไฟฟ้า (HEV) มีจำนวน 11,864 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 1.72
• ประเภทน้ำมันผสมไฟฟ้าแบบเสียบปลั๊ก (PHEV) มีจำนวน 1,955 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 52.02
• อื่นๆ มีจำนวน 5 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้วซึ่งไม่มียอดจดทะเบียน

 

เดือนมกราคม - กรกฎาคม 2569 มียานยนต์ใช้เชื้อเพลิงประเภทต่างๆ จำนวน 377,313 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 16.45 โดยแบ่งเป็น
• ประเภทไฟฟ้า (BEV) มีจำนวน 124,111 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 88.83
• ประเภทน้ำมันเบนซิน มีจำนวน 63,935 คัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 25.29
• ประเภทน้ำมันดีเซล มีจำนวน 75,413 คัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 2.01
• ประเภทน้ำมันผสมไฟฟ้า (HEV) มีจำนวน 101,682 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 22.30
• ประเภทน้ำมันผสมไฟฟ้าแบบเสียบปลั๊ก (PHEV) มีจำนวน 12,161 คัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 3.45
• อื่นๆ มีจำนวน 11 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 450

 

ยานยนต์ไฟฟ้าป้ายแดงประเภท BEV เดือนกรกฎาคม 2569

เดือนกรกฎาคม 2569 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (BEV) จดทะเบียนใหม่มีจำนวน 24,171 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคมปีที่แล้วร้อยละ 99.36 โดยแบ่งเป็น

• รถยนต์นั่งและรถยนต์ประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 21,159 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 106.89
o รถยนต์นั่ง จำนวน 21,030 คัน
o รถยนต์โดยสารไม่เกิน 7 คน จำนวน 121 คัน
o รถยนต์บริการทัศนาจรจำนวน 8 คัน
• รถกระบะ รถแวนมีทั้งสิ้น 210 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 467.57
• รถจักรยานยนต์มีทั้งสิ้น 2,727 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 59.29
รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลจำนวน 2,727 คัน
• รถยนต์สามล้อมีทั้งสิ้น 5 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 66.67
o รถยนต์สามล้อส่วนบุคคลจำนวน 5 คัน
• รถโดยสารมีทั้งสิ้น 22 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคมปีที่แล้วร้อยละ 214.29
• รถบรรทุกมีทั้งสิ้น 48 คัน ลดลงจากเดือนกรกฎาคมปีที่แล้วร้อยละ 65.22

เดือนมกราคม - กรกฎาคม 2569 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (BEV) จดทะเบียนใหม่สะสมมีจำนวน 144,181 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม - กรกฎาคมปีที่แล้วร้อยละ 77.75 โดยแบ่งเป็น
• รถยนต์นั่งและรถยนต์ประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 126,439 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม - กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 88
o รถยนต์นั่ง จำนวน 124,162 คัน
o รถยนต์โดยสารไม่เกิน 7 คน จำนวน 2,223 คัน
o รถยนต์บริการธุรกิจ จำนวน 20 คัน
o รถยนต์บริการทัศนาจร จำนวน 34 คัน
• รถกระบะ รถแวนมีทั้งสิ้น 488 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม - กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 44.81
• รถยนต์สามล้อมีทั้งสิ้น 30 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม - กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 200
o รถยนต์สามล้อส่วนบุคคล จำนวน 30 คัน
• รถจักรยานยนต์มีทั้งสิ้น 16,883 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม - กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 27.41
o รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลจำนวน 14,154 คัน
o รถจักรยานยนต์สาธารณะ จำนวน 2 คัน
• รถโดยสารมีทั้งสิ้น 101 คัน เพิ่มขึ้นเดือนมกราคม - กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 44.29
• รถบรรทุกมีทั้งสิ้น 240 คัน เพิ่มขึ้นเดือนมกราคม - กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 28.34

 

ยานยนต์ไฟฟ้าป้ายแดงประเภท HEV เดือนกรกฎาคม 2569
     เดือนกรกฎาคม 2569 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (HEV) จดทะเบียนใหม่มีจำนวน 12,038 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคมปีที่แล้วร้อยละ 1.89 โดยแบ่งเป็น
• รถยนต์นั่งและรถประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 11,878 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 1.54
o รถยนต์นั่ง จำนวน 11,864 คัน
o รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกิน 7 คน 2 คัน
o รถยนต์บริการธุรกิจ จำนวน 7 คัน
o รถยนต์บริการทัศนาจร จำนวน 5 คัน

 

• รถจักรยานยนต์มีทั้งสิ้น 160 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม - กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 36.75
o รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลจำนวน 160 คัน

       เดือนมกราคม - กรกฎาคม 2569 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (HEV) จดทะเบียนใหม่สะสมมีจำนวน 102,325 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม - กรกฎาคมปีที่แล้วร้อยละ 21.63 โดยแบ่งเป็น
• รถยนต์นั่งและรถประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 101,756 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม - กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 21.96
o รถยนต์นั่ง จำนวน 101,682 คัน
o รถยนต์โดยสารไม่เกิน 7 คนจำนวน 10 คัน
o รถยนต์บริการธุรกิจจำนวน 17 คัน
o รถยนต์บริการทัศนาจรจำนวน 47 คัน
• รถจักรยานยนต์มีทั้งสิ้น 569 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม - กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 18.01
o รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล จำนวน 569 คัน

 

ยานยนต์ไฟฟ้าป้ายแดงประเภท PHEV เดือนกรกฎาคม 2569
เดือนกรกฎาคม 2569 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (PHEV) จดทะเบียนใหม่มีจำนวน 1,955 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคมปีที่แล้วร้อยละ 52.02 โดยแบ่งเป็น
• รถยนต์นั่งและรถประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 1,955 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว ร้อยละ 52.02
o รถยนต์นั่งจำนวน 1,955 คัน

เดือนมกราคม - กรกฎาคม 2569 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (PHEV) จดทะเบียนใหม่สะสมมีจำนวน 12,169 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม - กรกฎาคมปีที่แล้วร้อยละ 3.67 โดยแบ่งเป็น
• รถยนต์นั่งและรถประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 12,169 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม - กรกฎาคม ปีที่แล้วร้อยละ 3.67
o รถยนต์นั่ง จำนวน 12,161 คัน
o รถยนต์บริการธุรกิจ 5 คัน
o รถยนต์บริการทัศนาจร 3 คัน

 

ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท BEV ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569
     ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท BEV มีจำนวนทั้งสิ้น 515,357คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 67.64 โดยแบ่งประเภทได้ ดังนี้
• รถยนต์นั่งและรถยนต์ประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 406,654 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 79.74
o รถยนต์นั่งมีจำนวน 394,494 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 78.44
o รถยนต์โดยสารไม่เกิน 7 คนมีจำนวน 8,846 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 129.59
o รถยนต์บริการธุรกิจมีจำนวน 269 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 20.63
o รถยนต์บริการทัศนาจรมีจำนวน 363 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 69.63
o รถยนต์บริการให้เช่ามีจำนวน 6 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 100
o รถยนต์รับจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์มีจำนวน 2,676 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 207.23
• รถกระบะและรถแวนมีจำนวน 2,037 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 68.63
• รถยนต์ 3 ล้อมีจำนวนทั้งสิ้น 1,064 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 3.10
o รถยนต์สามล้อส่วนบุคคลมีจำนวน 158 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 29.51
o รถยนต์รับจ้างสามล้อมีจำนวน 906 คัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 0.44
• รถจักรยานยนต์มีจำนวนทั้งสิ้น 101,081 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 34.78
o รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลมีจำนวน 100,872 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 34.69
o รถจักรยานยนต์สาธารณะมีจำนวน 209 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 95.33
• อื่นๆ
o รถโดยสารมีจำนวนทั้งสิ้น 2,985 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 4.55
o รถบรรทุกมีจำนวนทั้งสิ้น 1,536 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 40.66

 

ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท HEV ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569
ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท HEV มีจำนวนทั้งสิ้น 706,284คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 27.84 โดยแบ่งประเภทได้ ดังนี้
• รถยนต์นั่งและรถยนต์ประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 695,858 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 28.24
o รถยนต์นั่งมีจำนวน 693,778 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 28.20
o รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารฯ มีจำนวน 516 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 0.58
o รถยนต์บริการธุรกิจ มีจำนวน 265 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 26.19
o รถยนต์บริการทัศนาจร มีจำนวน 389 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 22.71
o รถยนต์บริการให้เช่า มีจำนวน 9 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 28.57
o รถยนต์รับจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์มีจำนวน 901 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 121.92
• รถกระบะและรถแวนมีจำนวน 1 คัน เท่ากับช่วงเวลาเดียวกันปี 2568
• รถจักรยานยนต์มีจำนวนทั้งสิ้น 10,423 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 5.71
o รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลมีจำนวน 10,423 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 5.71
• อื่นๆ
o รถโดยสารมีจำนวนทั้งสิ้น 2 คัน ซึ่งเท่ากับช่วงเวลาเดียวกันปี 2568

 

ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท PHEV ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569
ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท PHEV มีจำนวนทั้งสิ้น 93,324คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 23.29 โดยแบ่งประเภทได้ ดังนี้
• รถยนต์นั่งและรถประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 93,324 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 23.29
o รถยนต์นั่งมีจำนวน 93,229 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 23.31
o รถยนต์โดยสารรับจ้างไม่เกิน 7 คนจำนวน 1 คัน ซึ่งช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ไม่มียอดจดทะเบียน
o รถยนต์บริการธุรกิจมีจำนวน 43 คัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 14
o รถยนต์บริการทัศนาจรมีจำนวน 31 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 14.81
o รถยนต์บริการให้เช่าไม่มียอดจดทะเบียน ซึ่งลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 100
o รถยนต์รับจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์มีจำนวน 20 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 233.33

 

Click Donate Support Web

NT logo 720x100

GSB720x100px

ใจฟู720x100pxSME720x100 2024EXIM One 720x90 C JPTG 720x100Banner GPF720x100 PXTOA 720x100

CKPower 720x100

QIC 720x100aia 720 x100BKI 720 x 100MTI 720x100MTL 720x100ธกส 720x100